ประเพณีไทย การแข่งเรือยาวประเพณี

เรี

    ชีวิตของคนไทยนั้นผูกพันกับสายน้ำมานานเพราะน้ำเป็นส่วนสำคัญของชีวิตในการใช้สอย ดื่มกิน และสัญจรไปมา จนกระทั่งการทำเกษตรกรรมซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนไทยสังเกตุได้จากการตั้งราชธานีทุกแห่งจะอยู่ม่ไกลจากแม่น้ำสายใหญ่ จึงทำให้เกิดประเพณีต่างๆ ที่เกี่ยวกับสายน้ำขึ้น เช่น ประเพณีการแข่งเรือ ซึ่งมักจัดขึ้นพร้อม ๆกันทั่วทั้งประเทศ ในราว ๆเดือนกันยายนไปจนถึงต้นเดือนตุลาคม

 

                    ประเพณีแข่งเรือล้านนา จะถูกจัดขึ้น ณ ลำน้ำน่านทุกปี ในระยะหลังเทศกาลออกพรรษาประมาณปลายเดือนตุลาคมหรือต้นเดือนพฤศจิกายนนอกจากเพื่อความสนุกสนานรื่นเริง และเพื่อเชื่อมความสามัคคีแล้ว ยังเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีการแข่งเรือแบบล้านนาในงานจะมีการแข่งขันเรือหลายประเภทคือเรือใหญ่ เรือกลาง  และเรือ สวยงาม โดยเรือที่เข้าแข่งขันทุกลำต้องแต่งหัวเรือเป็นรูปพญานาค เพื่อคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของเรือแข่งจังหวัดน่าน นอกจากนั้นจะมีการตีฆ้องล่องน่าน- ตีตานแข่งเรือ ซึ่งเป็นประเพณีดั้งเดิมของจังหวัดน่านด้วย

 

                     แข่งเรือพิจิตร  สนามแข่งเรือคือแม่น้ำยมเมืองพิจิตร เป็นงานแข่งเรือที่ยิ่งใหญ่เพราะจะรวมเรือดีมีฝีมือ จากภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง เข้ามาร่วมงานอย่างคับคั่ง แต่เรือที่ใช้แข่งไม่ประดับตกแต่งสวยงามเหมือนประเพณีแข่งเรือของจังหวัดน่าน

 

                    ส่วนทางภาคอีสาน มีการแข่งเรือประเพณีพิมายในลำน้ำจักราช งานแข่งเรือประเพณีจังหวัดบุรีรัมย์ในลำน้ำมูล และประเพณีแข่งเรือไทย – ลาว  ทำการแข่งในลำน้ำโขง มีลักษณะเฉพาะและมีระยะทางไกล ฝีพายที่พายเรือต้องมีพลกำลังและมีความเชี่ยวชาญในการพายเรืออย่างมาก

 

                    ทางภาคใต้ ประเพณีการแข่งเรือที่ใหญ่ที่สุด คือ ประเพณีการแข่งเรือกอและของชาวจังหวัดนราธิวาส เรือกอและเป็นเรือที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว คือ หัวแหลม ท้ายแหลม หรือ หัวแหลมท้ายตัด เป็นเรื่อที่ใช้ในการทำประมงพื้นบ้านชายฝั่งได้เป็นอย่างดี นิยมใช้กันในหมู่ชาวประมงมุสลิม เมื่อถึงๆดูน้ำหลากก็จะนำเรือกอและมาแข่งขันกันโดยใช้ระบบชิงธง คือให้คู่แข่งขันพายเรือเข้าหาเส้นชัยที่มีธงปักว้ ใครชิงธงมาได้ก่อนก็จะเป็นผู้ชนะ

 

 

 

Advertisements
มาตรฐาน

ประเพณีเข้าพรรษา

 

ประเพณีเข้าพรรษา

 

ต ร ง กั บ วั น แ ร ม ๑ ค่ำ เ ดื อ น ๘

 

 

“เข้าพรรษา” แปลว่า “พักฝน” หมายถึง พระภิกษุสงฆ์ต้องอยู่ประจำ ณ วัดใดวัดหนึ่งระหว่างฤดูฝน โดยเหตุที่พระภิกษุในสมัยพุทธกาล มีหน้าที่จะต้องจาริกโปรดสัตว์ และเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนแก่ประชาชนไปในที่ต่าง ๆ ไม่จำเป็นต้องมีที่อยู่ประจำ แม้ในฤดูฝน ชาวบ้านจึงตำหนิว่าไปเหยียบข้าวกล้าและพืชอื่นๆ จนเสียหาย พระพุทธเจ้าจึงทรงวางระเบียบการจำพรรษาให้พระภิกษุอยู่ประจำที่ตลอด 3 เดือน ในฤดูฝน คือ เริ่มตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี ถ้าปีใดมีเดือน 8 สองครั้ง ก็เลื่อนมาเป็นวันแรม 1 ค่ำ เดือนแปดหลัง และออกพรรษาในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 เว้นแต่มีกิจธุระเจ้าเป็นซึ่งเมื่อเดินทางไปแล้วไม่สามารถจะกลับได้ในเดียวนั้น ก็ทรงอนุญาตให้ไปแรมคืนได้ คราวหนึ่งไม่เกิน 7 คืนเรียกว่า สัตตาหะ หากเกินกำหนดนี้ถือว่าไม่ได้รับประโยชน์ แห่งการจำพรรษา จัดว่าพรรษาขาด ระหว่างเดินทางก่อนหยุดเข้าพรรษา หากพระภิกษุสงฆ์เข้ามาทันในหมู่บ้านหรือในเมืองก็พอจะหาที่พักพิงได้ตามสมควร แต่ถ้ามาไม่ทันก็ต้องพึ่งโคนไม้ใหญ่เป็นที่พักแรม ชาวบ้านเห็นพระได้รับความลำบากเช่นนี้ จึงช่วยกันปลูกเพิง เพื่อให้ท่านได้อาศัยพักฝน รวมกันหลาย ๆองค์ ที่พักดังกล่าวนี้เรียกว่า “วิหาร” แปลว่าที่อยู่สงฆ์ เมื่อหมดแล้ว พระสงฆ์ท่านออกจาริกตามกิจของท่านครั้งถึงหน้าฝนใหม่ท่านก็กลับมาพักอีกเพราะสะดวกดี แต่บางท่านอยู่ประจำเลย บางทีเศรษฐีมีจิตศัรทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ก็เลือกหาสถานที่สงบเงียบไม่ห่างไกลจากชุมชนนัก สร้างที่พัก เรียกว่า “อาราม” ให้เป็นที่อยู่ของสงฆ์ดังเช่นปัจจุบันนี้

 

โดยปรกติเครื่องใช้สอยของพระตามพุทธานุญาตให้มีประจำตัวนั้น มีเพียงอัฏฐบริขารอันได้แก่ สบง จีวร สังฆาฏิ เข็ม บาตร รัดประคด หม้อกรองน้ำ และมีดโกน และกว่าพระท่านจะหาที่พักแรมได้ บางทีก็ถูกฝนต้นฤดูเปียกปอนมา ชาวบ้านที่ใจบุญจึงถวายผ้าอาบน้ำฝนสำหรับให้ท่านได้ผลัดเปลี่ยน และถวายของจำเป็นแก่กิจประจำวันของท่านเป็นพิเศษในเข้าพรรษานับเป็นเหตุให้มีประเพณีทำบุญเนื่องในวันนี้สืบมา

06068

มาตรฐาน

ประเพณีไทยบุญข้าวประดับดิน บุญเดือนเก้า

ระเพณีบุญข้าวประดับดิน เป็นประเพณีไทยหนึ่งในฮีตสิบสอง นิยมทำกันในวันแรม 14 ค่ำ เดือนเก้า หรือที่เรียกว่า บุญเดือนเก้าบุญข้าวประดับดิน เป็นบุญที่ทำเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ เปรต (ชาวอีสานบางถิ่นเรียก เผต) หรือญาติมิตรที่ตายไปแล้ว ข้าวประดับดิน ได้แก่ ข้าวและอาหารคาวหวาน พร้อมหมากพลู บุหรี่ที่ห่อด้วยใบตอง กล้วย นำไปวางไว้ตามใต้ต้นไม้ แขวนไว้ตามกิ่งไม้ ตามบริเวณกำแพงวัดบ้าง (คนอีสานโบราณเรียกกำแพงวัดว่า ต้ายวัด) หรือวางไว้ตามพื้นดิน เรียกว่า “ห่อข้าวน้อย” พร้อมกับเชิญวิญญาณของญาติมิตร นำภัตตาหารไปถวายแด่พระภิกษุ สามเณร แล้วอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ตาย โดยหยาดน้ำ (กรวดน้ำ) ไปให้ด้วย

555
ประเพณีบุญข้าวประดับดินนี้ นอกจากจะเป็นการอุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษและผีไร้ ญาติตามความเชื่อแล้ว ถือว่าเป็นการให้ทานแก่ผู้ยากไร้รวมทั้งสัตว์ที่ไม่มีเจ้าของ ที่ต้องหิว อดมื้อกินมื้อมาตลอดทั้งปีด้วย เพราะการที่ตั้งอาหารไว้ที่พื้นทำให้สัตว์เหล่านั้นสามารถเข้ามากินอาหารได้ อย่างเต็มที่ ทุกวันนี้คนเราส่วนมากมักนึกถึงแต่เรื่องของตนเองเป็นสำคัญ การมีงานบุญงานประเพณี อย่าง บุญห่อข้าวประดับดิน จะช่วยกระตุ้นเตือนให้เราได้นึกถึงผู้อื่นบ้าง จึงน่าจะถือได้ว่าเป็นวันแห่งการชำระล้างความเห็นแก่ตัวออกไปจากจิตใจด้วย

ความเป็นมาประเพณีบุญข้าวประดับดิน

 

โบราณท่านเขียนไว้ในหนังสือฉลอง ความว่า “ครั้งที่มหาโมคคัลลาน์แทรกแผ่นดินลงไปเยือนนรก ซึ่งเขากำลังเสวยกรรมอยู่ในแดนต่างๆ พอท่านไปถึงก็บันดาลให้ไฟนรกดับ สัตว์นรกก็ไม่ได้เสวยกรรม พอท่านจะกลับมายังโลกมนุษย์พวกสัตว์นรกได้สั่งท่านให้มาบอกญาติพี่น้องทาง โลกได้ทราบ และทำทานอุทิศส่วนกุศลไปให้บ้าง เมื่อพระโมคคัลลาน์กลับมาถึงชมพูทวีปก็ประกาศข่าวนี้ให้ประชาชนทราบ ซึ่งวันนั้นตรงกับวันดับเดือนเก้า (วันแรม 15 ค่ำ) จึงถือเอาวันดังกล่าวเป็นวันทำบุญข้าวประดับดิน

 

อีกตำนานก็เล่าว่า มีเรื่องเล่าไว้ในพระธรรมบทว่าญาติของพระเจ้าพิมพิสารกินของสงฆ์เมื่อตาย แล้วไปเกิดในนรก ครั้นพระเจ้าพิมพิสารถวายทานแด่พระพุทธเจ้าแล้วมิได้อุทิศให้ญาติที่ตาย กลางคืนพวกญาติที่ตายมาแสดงตัวเปล่งเสียงน่ากลัวให้ปรากฏใกล้พระราชนิเวศน์ รุ่งเช้าได้เสด็จไปทูลถามพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ทูลเหตุุให้ทราบ พระเจ้าพิมพิสารจึงถวายทานอีกแล้วอุทิศส่วนกุศลไปให้ญาติที่ตายไปจึงได้รับ ส่วน กุศลการทำบุญข้าวประดับดิน ทำเพื่ออุทิศส่วนกุศลแก่ญาติผู้ตายแล้ว ถือเป็นประเพณี ที่ต้องทำเป็นประจำทุกปี

 

ประเพณีบุญข้าวประดับดินหรือบุญเดือนเก้า ที่จำเพาะต้องเป็นเดือนนี้ เนื่องจาก เป็นช่วงกึ่งกลางฤดูฝนพอดี เป็นช่วงเวลา ที่ข้าวปลาอาหาร อุดมสมบูรณ์ที่สุด น้ำในแม่น้ำลำคลอง ก็เต็มตลิ่ง เกาะแก่งกลางน้ำหายไป เพราะน้ำท่วมมิด ช่วงเวลาที่ดูเหมือนจะสมบูรณ์เช่นนี้ ทำให้ลูกหลาน ระลึกถึงพระคุณ ของบรรพบุรุษ และคิดตอบแทนบ้าง ซึ่งในบุญเดือนเก้านี้ถือกันว่า ผีเครือญาติ ที่ยังไม่หมดกรรม จะได้รับการปลดปล่อย ให้กลับมาเยี่ยมโลกมนุษย์อีกครั้ง พร้อมทั้งรับส่วนบุญที่ลูกหลานอุทิศให้

 

มาตรฐาน

ประเพณีบุญบั้งไฟ

191

งานบุญบั้งไฟเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมายาวนาน  ซึ่งเกี่ยวกับดำรงชีวิตและอาชีพของชาวอีสาน  โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีอาชีพทำนา  พอเข้าเดือน 6 จะเข้าสู่ฤดูทำนา ก็จะเริ่มเข้าสู่น่าฝน แล้วก็จะมีการบูชาเทพยดาตามเชื่อ  การจุดบั้งไฟนั้นก็เป็นการบูชาแถนซึ่งเป็นเทวดาบนสรวงสรรค์ ได้ตกตามฤดูกาล  เพื่อที่จะทำให้ชาวนานั้นปลูกข้าวได้ผลิตที่ดี  สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันนั้นคือ  ชาวอีสานเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถในการทำดินปืนมาแต่โบราณ  จนกระทั่งสามารถนำดินปืนมาบรรจุในกระบอกไม้ไผ่ลำยาวๆล่ามสายชนวนออกมาจุดให้บั้งไฟพุ่งทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้า  ซึ่งนับเป็นต้นแบบของจรวด  ที่ได้รับการพัฒนาจากโลกซีกตะวันตก  กลายเป็นอาวุธสงครามที่ร้ายแรง ตลอดจนการส่งมนุษย์ไปสู่อวกาศ  จนกระทั่งสามารถไปถึงดวงจันทร์ได้

 

 

 

บั้งไฟที่ชาวอีสานทำกันนี้มีอยู่ 4 ขนาด  ขนาดเล็กสุดใช้ดินปืนประมาณ 12 กิโลกรัม เรียกว่า บั้งไฟพัน  ใหญ่ขึ้นมาก็คือ  บั้งไฟหมื่น  ใช้ดินปืนประมาณ 15 – 24 กิโลกรัม  และขนาดใหญ่เรียกว่า  บั้งไฟแสน  ใช้ดินปืนถึง 120 กิโลกรัม  และขนาดใหญ่ที่สุดได้ทำการสร้างมาไม่นานนี้เอง เรียกว่าบั้งไฟล้านซึ่งมีนาดใหญ่ที่สุด  แต่ไม่ค่อยจะสร้างกันมากนักเพราะทำยากและมีอันตรายมาก  ส่วนใหญ่ใช้บั้งไฟหมื่นกันมาก

 

 

 

งานบุญบั้งไฟเดือน 6 ของชาวอีสานนี้  เป็นงานประเพณีอันสนุกสนาน  มีการเซิ้งนำขบวนแห่บั้งไฟ  ประกวดบั้งไฟ  ทั้งรูปร่างลักษณะและการตกแต่ง  ตลอดจนการจุดว่าบั้งไฟของคุ้มศรัทธาหรือวัดไหนขึ้นสูงสุด  งานบุญบั้งไฟในอีสาน  ที่จัดกันอย่างใหญ่โตที่สุดก็คือที่จังหวัดยโสธร  และหนองคาย

 

 

 

สำหรับประวัติความเป็นมาจะมีแต่ครั้งไหนยังหาหลักฐานแน่ชัดไม่ได้  เพียงแต่หลักฐานเทียบเคียงเท่านั้นขอให้สันนิษฐานไว้ว่า  จะมีต้นเหตุเป็นมาในแง่ต่างๆ ดังนี้

 

 

 

1. ด้านศาสนาพราหมณ์  พราหมณ์มีการบูชาเทพเจ้าด้วยไฟคือพระอัคนี  ซึ่งเขาถือว่าไฟเป็นทั้งเครื่องบูชาเทพเจ้าอื่นๆ  และเป็นตัวพระอัคนีเอง  ผู้นำเครื่องสังเวยบูชาพระเจ้าเทพเจ้าเบื้องสวรรค์  การจุดบั้งไฟอาจจะเป็นการละเล่นอย่างหนึ่ง  พร้อมกับการละเล่นอย่างหนึ่ง  พร้อมกับการบูชาพระเจ้า

 

 

 

2. ด้านพุทธศาสนา  ประเพณีพุทธมีการฉลอง  และทำบูชาในวันวิสาขบูชา  คือกลางเดือน 6 ในการบูชาอาจจะมีการทำไฟในแบบต่างๆ  ทั้งไฟน้ำมัน  ไฟธูปเทียน  และดินประสิวด้วย  ในงานบุญบั้งไฟปรากฏว่า  มีการรักษาศีล  การให้ทาน  การบวชนาค  และนิมนต์พระเทศน์อานิสงส์บั้งไฟด้วย

 

 

 

3. ความเชื่อพื้นบ้าน  ชาวเมืองท้องถิ่นเชื่อว่า  มีโลกมนุษย์  โลกเทวดา  และโลกบาดาล มนุษย์อยู่ภายใต้อธิพลเทวดา  ทางอีสานบางครั้งยังมีการถือเทวดาว่าเป็นบรรพบุรุษอยู่ด้วยช้ำ การรำผีฟ้าก็เป็นตัวอย่างอันหนึ่งที่แสดงออกทางด้านการนับถือเทวดา  เทวดาเรียกว่า “แถน” เมื่อถือว่าแถน  ก็คือว่า  ฝน ฟ้า  ลม  แดด  เป็นอิธิพลของแถนด้วย  หากทำให้แถนโปรดปราน  มนุษย์ก็จะมีความสุข  ดังนั้น  จึงมีพิธีบูชาแถน  หรือ  ถวยแถนต่อมาการจัดบั้งไฟ  ก้อาจจะเป็นวิธีหนึ่ง  ที่แสดงความเคารพหรือส่งสัญญาความภักดีไปยังแถน  หรือบูชาแถน  มีชาวบ้านภาคอีสานส่วนมากเชื่อว่าการจุดบั้งไฟเป็นการขอฝนจากพญาแถน  และมีนิทานปรัมปรา  เรื่องที่เกี่ยวข้องอยู่ทั่วไป

 

มาตรฐาน

ประเพณีท้องถิ่นภาคอีสาน

1

      ประเพณีล้วนได้รับอิทธิพลมาจากสิ่งแวดล้อมภายนอกที่เข้าสู่สังคมรับเอาแบบปฏิบัติที่หลากหลายเข้ามาผสมผสานในการดำเนินชีวิตประเพณีจึงเรียกได้ว่าเป็น วิถีแห่งการดำเนินชีวิตของสังคม โดยเฉพาะศาสนาซึ่งมีอิทธิพลต่อประเพณีไทยมากที่สุด วัดวาอารามต่างๆในประเทศไทยสะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของพุทธศาสนาที่มีต่อสังคมไทยและชี้ให้เห็นว่าชาวไทยให้ความสำคัญในการบำรุงพุทธศาสนาด้วยศิลปกรรมที่งดงามเพื่อใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาตั้งแต่โบราณกาล เป็นต้น

 

      คำว่า ประเพณี ตามพจนานุกรมภาษาไทยฉบับบัณฑิตยสถาน ได้กำหนดความหมายประเพณีไว้ว่า ขนบธรรมเนียมแบบแผน ซึ่งสามารถแยกคำต่างๆ

 

ออกได้เป็น

 

           ขนบ มีความหมายว่า ระเบียบแบบอย่าง

 

           ธรรมเนียม มีความหมายว่า ที่นิยมใช้กันมา และเมื่อ

 

     นำมารวมกันแล้วก็มีความหมายว่า ความประพฤติที่คนส่วนใหญ่ ยึดถือเป็นแบบแผน และได้ทำการปฏิบัติสืบต่อกันมา จนเป็นต้นแบบที่จะให้คนรุ่นต่อๆไปได้ประพฤติปฏิบัติตามกันต่อไป

 

มาตรฐาน

ประวัติส่วนตัว

ดิฉันชื่อ นางสาว ศรีวิไล  วรกด  ชื่อเล่น นุช เกิดวันที่ 16 กรกฎาคม  พ.ศ 2541   เรียนที่โรงเรียนเจริญศิลป์ศึกษา”โพธิ์คำอนุสรณ์” ย้ายมาจากโรงเรียนบ้านโสกวังอ้อยหนู

มาตรฐาน

ประวัติ่ส่วนตัว

ประวัติส่วนตัว

574509_348125361984875_1062525497_nชื่อ นาย จีระศักดิ์ เสนานิคม ชื่อเล่น เบ้น บ้านทุ่งคำ หมู่ 3/20  ตำบลเจริญศิลป์ อำเภอเจริญศิลป์

จังหวัดสกลนคร รหัสไปรษณีย์ 47290 เกิดวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ 2541 มีพี่น้อง 4 คน

จบ ป.6 จากโรงเรียนบ้านทุ่งคำ  เรียน ม.1 ที่โรงเรียนธาตุนารายณ์ ย้ายมาเรียนที่โรงเรียนเจริญศิลป์ศึกษา ตอน  ม.1 เทอม 2

มาตรฐาน